วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วิธีดูแลรักษานาฬิกาให้ใช้งานได้คุ้มค่า




ปัจจุบันนาฬิกาข้อมือ ไม่ใช่เพียงใช้ดูเวลาอย่างเดียว แต่กลายเป็นเครื่องประดับ หรือ แฟชั่น อย่างหนึ่ง คู่กับเสื้อผ้า สวย ๆ ที่ทุกคนนิยมซื้อหามาใส่กันหลายเรือน เพื่อให้เข้ากับกระแสแฟชั่นที่เวียนเปลี่ยนไปเรื่อย

วิธีดูแลรักษานาฬิกา

1) ถ่านนาฬิกาทั่วไปมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี แต่ถ่านของนาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นจับเวลา (Chronograph) อาจอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานจับเวลา ถ้าเป็นนัก กีฬ อาจต้องใช้งานฟังก์ชั่นนี้บ่อย เพราะต้องใช้นาฬิกาจับเวลา เป็นเหมือน อุปกรณ์กีฬา อย่างหนึ่งที่สำคัญมากในการทำลายสถิติ จึงควรเปลี่ยนถ่านนาฬิกาตามระยะเวลาที่กำหนด เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป สารจากถ่านจะรั่วและกัดกร่อน จนทำให้ฟันเฟืองนาฬิกาเสียได้

2) ไม่ควรทิ้งนาฬิกาไว้ในที่อุณหภูมิสูงหรือต่ำจนเกินไปเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการกระแทกแรง ๆ และไม่ควรวางนาฬิกา ไว้ในบริเวณที่มีอุปกรณ์แม่เหล็ก หรือสนามแม่เหล็กสูง เพื่อให้นาฬิกาทำงานอย่างเที่ยงตรงเสมอ

3) หากเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่เพิ่งซื้อมาใหม่ และเข็มนาฬิกานิ่งสนิท ให้ไขลานก่อน 30 รอบ เพื่อให้ลานเพียงพอแล้ว จึงตั้งเวลา นอกจากนี้ ควรใส่นาฬิกาทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แต่หากใส่ทุกวัน และถอดเก็บเพียงตอนกลางคืน ก็ไม่จำเป็นต้องไขลานด้วยมืออีก

4) หากใส่นาฬิกาที่มีสายหนัง และใส่ทุกวัน ควรเปลี่ยนสายหนังทุกหนึ่งปีครึ่ง และไม่ควรใส่ลงน้ำ แม้ว่าจะมากับนาฬิกากันน้ำก็ตาม

5) ควรส่งนาฬิกาเข้าศูนย์ เพื่อตรวจเช็คอย่างน้อยปีละครั้ง และเปลี่ยนยางกันน้ำอย่างน้อย 2ปีต่อครั้ง หรือทันทีที่ชำรุด โดยเฉพาะผู้ที่ใส่นาฬิกาว่ายน้ำเป็นประจำ หรือเล่นกีฬาทางน้ำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยต้องตรวจสอบว่า เม็ดมะยมขันแน่นก่อนว่ายน้ำ และไม่ได้กดปุ่มใด เอาไว้ และหลังว่ายน้ำในทะเล หรือสระว่ายน้ำซึ่งมีส่วนผสมของคลอรีน ควรทำความสะอาดนาฬิกาโดยเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่านนาฬิกา และไม่ควรใส่นาฬิกาอาบน้ำ แม้ว่าจะเป็นนาฬิกากันน้ำก็ตาม เพราะสบู่จะลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้น้ำซึมเข้าไปในนาฬิกาได้

6) หากไม่ใช่นาฬิกากันน้ำ แต่นาฬิกาตกน้ำ ให้ถอดออกและส่งศูนย์ซ่อมนาฬิกาทันที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ด้านใน และป้องกันความเสียหายต่อกลไกการทำงาน และควรอ่านคู่มือของนาฬิกาด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีนาฬิกาไว้ใส่ได้นาน ๆ อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้

ข้อมูลโดย : เดลินิวส์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ติดตาม

คลังบทความของบล็อก